การกำหนดขอบเขตและงบประมาณ · คู่มือสำหรับผู้ซื้อ

วิธีกำหนดขอบเขตและงบประมาณโครงการ ServiceNow

งบประมาณโครงการ ServiceNow ไปอยู่ที่ไหนกันแน่ การตัดสินใจข้อใดที่ขยับตัวเลขมากที่สุด และคำถามที่ทำให้ข้อเสนอจากผู้ให้บริการสองรายเปรียบเทียบกันได้จริง คู่มือสำหรับผู้ซื้อ จากที่ปรึกษาที่กำหนดขอบเขตโครงการเหล่านี้เป็นอาชีพ

การจัดงบประมาณ

ต้นทุนสามก้อน ไม่ใช่ก้อนเดียว

งบประมาณ ServiceNow ส่วนใหญ่ผิดพลาดในรูปแบบเดียวกัน คือองค์กรตั้งงบเฉพาะค่า implementation ได้รับอนุมัติ แล้วจึงค้นพบว่าค่า license และต้นทุนการดูแลระบบหลังจากนั้นไม่เคยอยู่ในตัวเลขเลย การแยกทั้งสามส่วนออกจากกันตั้งแต่ต้นทำให้ business case มั่นคง และช่วยให้ไม่ต้องมีบทสนทนาที่ลำบากใจในปีที่สอง

  • Subscription — จ่ายให้ ServiceNow ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ที่เปิดใช้และจำนวนผู้ใช้
  • Implementation — ต้นทุนครั้งเดียวของการออกแบบ configure เชื่อมต่อ ย้ายข้อมูล และอบรม
  • การดูแลระบบ — ผู้ดูแลภายใน งานพัฒนาเพิ่ม รอบการ upgrade และธรรมาภิบาล
  • การเปลี่ยนแปลงและการยอมรับ — เวลาอบรม การสื่อสาร และชั่วโมงงานของพนักงานคุณเอง
  • งบสำรอง — สำหรับการเชื่อมต่อระบบที่ยากกว่าที่ผู้ให้บริการประเมินไว้
“ข้อเสนอที่ตั้งราคาเฉพาะงานพัฒนา ไม่ใช่งบประมาณ แต่เป็นเงินมัดจำ”
กำหนดขอบเขตโครงการ
Scoping
คำแนะนำการกำหนดขอบเขตอย่างเป็นอิสระ
ไม่มีสัญญาผูกมัด
มุมมองแพลตฟอร์มที่เป็นกลาง
ที่ปรึกษาประจำกรุงเทพฯ
ปัจจัยที่กำหนดปริมาณงาน

อะไรทำให้ตัวเลขขึ้นและลง

หากคุณต้องการตัวเลขที่เล็กลง นี่คือปัจจัยที่ได้ผลจริง และปัจจัยที่ดูเหมือนจะได้ผลเท่านั้น

01

จำนวนและประเภทของการเชื่อมต่อระบบ

ตัวแปรที่ใหญ่ที่สุดเพียงตัวเดียว ระบบคลาวด์สมัยใหม่ที่มีเอกสาร API ชัดเจนนั้นตรงไปตรงมา ส่วนระบบ on-premise เดิมที่ไม่มี API หรือระบบที่ทีมเจ้าของไม่มีเวลาให้ อาจมีต้นทุนสูงกว่าหลายเท่าสำหรับการเชื่อมต่อที่ดูเหมือนกัน

02

ปริมาณการออกแบบกระบวนการที่ต้องทำ

องค์กรที่ยอมรับค่ามาตรฐานของ ServiceNow ในจุดที่ดีพออยู่แล้ว ใช้งบน้อยกว่าองค์กรที่ออกแบบทุก workflow ใหม่อย่างมีนัยสำคัญ การปรับแต่งไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนการพัฒนา แต่เป็นภาษีถาวรที่จ่ายทุกครั้งที่ upgrade

03

ขอบเขตการย้ายข้อมูล

ลูกค้าเกือบทุกรายขอย้ายข้อมูลทั้งหมดในตอนแรก และเกือบทุกรายไม่ได้ต้องการขนาดนั้น โดยทั่วไป incident ที่ยังเปิดอยู่บวกกับประวัติที่ปิดแล้วในช่วงเวลาที่กำหนด ก็เพียงพอทั้งต่อการปฏิบัติงานและการตรวจสอบ ด้วยปริมาณงานเพียงเศษเสี้ยว

04

จำนวนโมดูลในระยะแรก

ทุกผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มเข้ามาทวีคูณงานออกแบบ ทดสอบ และอบรม และยืดระยะเวลาก่อนที่ใครจะเห็นคุณค่า การแบ่งปล่อยเป็นระยะช่วยลดทั้งต้นทุนและความเสี่ยง

05

เวลาของบุคลากรฝ่ายคุณเอง

เจ้าของกระบวนการที่เข้าร่วมได้เพียงบางเวลาทำให้ระยะเวลาโครงการยืดออก และเวลาที่ยืดออกคือต้นทุน นี่คือปัจจัยที่ลูกค้ามองข้ามบ่อยที่สุดเวลาเปรียบเทียบข้อเสนอ

06

ขอบเขตการอบรมและการสร้างการยอมรับ

การตัดงบอบรมดูเหมือนเป็นการประหยัด และมักเป็นการตัดที่แพงที่สุดในรายการนี้ แพลตฟอร์มที่พนักงานเลี่ยงไม่ใช้ ให้ผลตอบแทนเป็นศูนย์ ไม่ว่าจะสร้างมาถูกเพียงใด

การตรวจสอบก่อนตัดสินใจ

คำถามที่ควรถามผู้ให้บริการ ServiceNow ทุกราย

รวมถึงเราด้วย คำตอบที่สอดคล้องกันต่อคำถามเหล่านี้จะทำให้ข้อเสนอสองฉบับเปรียบเทียบกันได้จริง

อีกครึ่งหนึ่ง

สร้าง Business Case ไม่ใช่แค่ตั้งงบ

การอนุมัติมักขึ้นอยู่กับสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้มากกว่าตัวเลขต้นทุน นี่คือรายการผลประโยชน์ที่ทนต่อการตรวจสอบ

เวลาที่ได้คืน

ชั่วโมงที่ปัจจุบันหมดไปกับการส่งต่องานด้วยมือ การตามอนุมัติผ่านแชท และการกรอกข้อมูลเดิมซ้ำในหลายระบบ วัดได้ก่อนเริ่มโครงการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้การอ้างผลลัพธ์ภายหลังน่าเชื่อถือ

งานซ้ำที่หายไป

สัดส่วนของ incident ที่เกิดซ้ำ Problem Management และการลดคำถามซ้ำด้วย Knowledge ช่วยลดปริมาณงาน แทนที่จะเพียงประมวลผลได้เร็วขึ้น เป็นผลประโยชน์ที่ทบต้นขึ้นทุกปี

ภาระงานด้าน Audit และ Compliance

บันทึกการเปลี่ยนแปลง การอนุมัติ และข้อมูลทรัพย์สิน ถูกรวบรวมอย่างต่อเนื่องแทนการเร่งประกอบขึ้นใหม่เมื่อใกล้กำหนดส่ง องค์กรที่มีภาระรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล มักพบว่ารายการนี้เพียงรายการเดียวก็เพียงพอต่อการอนุมัติ

License และทรัพย์สินที่สูญเปล่า

Software Asset Management และ Discovery มักเผยให้เห็นสิทธิ์การใช้งานที่จ่ายเงินแล้วแต่ไม่ได้ใช้ และฮาร์ดแวร์ที่ไม่มีใครระบุที่มาได้ นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ผลประโยชน์ที่ปรากฏในบัญชีการเงินโดยตรง

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาเชิงปฏิบัติสำหรับองค์กรที่กำลังพิจารณาหรือใช้งาน ServiceNow ในประเทศไทย

อยากได้ตัวเลขที่ใช้อ้างอิงได้จริงหรือไม่

เราสำรวจสภาพแวดล้อมของคุณก่อน แล้วจึงเสนอราคา ไม่มีสัญญาผูกมัด ไม่มีข้อผูกพันว่าต้องทำต่อ

ติดต่อเรา
คำถามที่พบบ่อย

การกำหนดขอบเขตโครงการ ServiceNow — คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่องค์กรไทยถามเราเมื่อกำลังจัดทำ business case สำหรับ ServiceNow

ต้นทุนของโครงการ ServiceNow ประกอบด้วยอะไรบ้าง

สามส่วนที่แยกจากกัน และมักถูกสับสนรวมกัน ส่วนแรกคือค่า subscription license ที่จ่ายให้ ServiceNow ซึ่งขึ้นกับผลิตภัณฑ์ที่เปิดใช้และจำนวนผู้ใช้งาน ส่วนที่สองคือค่า implementation ซึ่งเป็นต้นทุนครั้งเดียวของการออกแบบ configure เชื่อมต่อระบบ ย้ายข้อมูล และอบรม ส่วนที่สามคือต้นทุนการดูแลระบบหลังจากนั้น ทั้งผู้ดูแลระบบภายใน งานพัฒนาเพิ่มเติม และการ upgrade ข้อเสนอที่พูดถึงเฉพาะส่วนกลางถือว่ายังไม่ครบ

ทำไม EmpowerAll ไม่ประกาศช่วงราคา

เพราะตัวเลขที่ไม่มีขอบเขตงานกำกับย่อมทำให้เข้าใจผิด และในงานที่ปรึกษาและบริการมืออาชีพ ตัวเลขที่ประกาศไว้จะชวนให้เปรียบเทียบข้อเสนอที่เทียบกันไม่ได้ ผู้ให้บริการสองรายที่เสนอยอดรวมเท่ากัน อาจต่างกันมหาศาลในเรื่องปริมาณการออกแบบกระบวนการ งานเชื่อมต่อระบบ และการสนับสนุนหลัง go-live ที่รวมอยู่ เราเลือกที่จะสำรวจสภาพแวดล้อมของคุณก่อน แล้วให้ตัวเลขที่คุณใช้อ้างอิงได้จริง

จะเปรียบเทียบข้อเสนอ ServiceNow สองรายอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร

ปรับให้อยู่บนฐานเดียวกันก่อนเทียบยอดรวม ตรวจสอบว่าแต่ละข้อเสนอครอบคลุมโมดูลเดียวกัน จำนวนและความซับซ้อนของการเชื่อมต่อเท่ากัน ปริมาณการย้ายข้อมูลเท่ากัน ขอบเขตการอบรมเท่ากัน และระยะ hypercare เท่ากัน แล้วถามแต่ละรายว่าราคาจะเปลี่ยนอย่างไรหากสมมติฐานข้อใดข้อหนึ่งไม่เป็นจริง ความต่างของยอดรวมมักกลายเป็นความต่างของสมมติฐาน ไม่ใช่ของอัตราค่าบริการ

อะไรทำให้ปริมาณงาน implementation เพิ่มขึ้นมากที่สุด

การเชื่อมต่อระบบ และการตัดสินใจเรื่องกระบวนการที่ไม่ลงตัว ตามลำดับ ทุกระบบที่เชื่อมเพิ่มขึ้นหมายถึงงานออกแบบ พัฒนา ทดสอบ และจัดการข้อผิดพลาดที่เพิ่มตาม และระบบเดิมหรือระบบ on-premise ที่ไม่มี API สมัยใหม่มีต้นทุนสูงกว่าระบบคลาวด์ที่มี API หลายเท่า ส่วนการตัดสินใจที่ไม่ลงตัวมีต้นทุนสูงกว่าอีก เพราะทำให้งานพัฒนาหยุดชะงักทั้งที่ทีมงานถูกจองเวลาไว้แล้ว

เริ่มจากขอบเขตเล็ก ๆ แล้วค่อยขยายได้หรือไม่

ได้ และมักเป็นแนวทางที่ถูกต้อง การปล่อยระยะแรกที่มีขอบเขตเพียง Incident, Request และ Service Catalogue ช่วยสร้างฐานของแพลตฟอร์ม พิสูจน์คุณค่าให้ผู้สนับสนุนโครงการเห็น และทำให้ทีมได้เรียนรู้พฤติกรรมของระบบ การขยายบนฐานที่ใช้งานได้จริงมีต้นทุนต่ำกว่าและเสี่ยงน้อยกว่าโครงการใหญ่ครั้งเดียวที่ต้องถูกตั้งแต่แรก